หมอเหวงทำ “วรนุส” เสียแล้ว




ลองไปอ่านเนื้อหาในเฟสบุ้กของหมอเหวงเองเลย เดี๋ยวผมจะอธิบายภายหลังว่า หมอเหวงทำ “วรนุส” อะไร


1. ทำลายนโยบาย “จำนำข้าว” ให้พินาศวอดวาย ตามติดด้วยการเอาโทษอาญา และฟ้องแพ่งจำนวนกว่าหกแสนล้าน

รวมทั้งจิกตีโขกสับ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ อีกนับสิบคดี นี่คือการ “ทำลายล้างตระกูลชินวัตร ทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ” อย่างอำมหิต
     
2. เดินหน้าทำลายล้าง ส.ส.-ส.ว.ฝ่ายประชาธิปไตย โดยอ้างเหตุที่เสนอแก้รัฐธรรมนูญ ให้ ส.ว.ทั้งหมดต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน

ทั้งที่เป็นอำนาจสิทธิและหน้าที่ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และสร้างระบอบประชาธิปไตยทีแท้จริง

นี่คือการ “ทำลายล้างนักการเมืองซีกประชาธิปไตย หรือซีกไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย” ให้สิ้นซากเช่นกัน
     
3. รุกโจมตี “วัดธรรมกาย” อย่างดุเดือดเมามัน ด้วยข้อกล่าวหาที่ฉกาจฉกรรจ์ว่า  “เป็นปาราชิก อวดอุตริมนุสธรรม” ทั้งที่ผู้กระทำนั่นแหละคือ “พวกปาราชิก พวกอุตริมนุสธรรม”

เหิมเกริมถึงขั้นนำเอาสากกะเบือ ดอกไม้จัน กางเกงในหญิงที่เปื้อนอาจม รองเท้าแตะไปเป็นสังฆทานให้กับพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่

เป็นการพุ่งปลายหอกเพื่อทำลายล้างกลุ่มพระสงฆ์ที่ถือว่าเป็นฐานกำลังสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายคนเสื้อแดง ฝ่าย นปช.ฝ่ายอดีตนายกฯ ทักษิณ อย่างชัดแจ้ง
      
นี่คือการ “รุกโจมตีทำลายล้างศัตรูทางการเมืองของพวกอนุรักษนิยม จารีตนิยม ด้วยการรัฐประหารครั้งนี้อย่างชัดเจน เพื่อไม่ทำให้เสียของ”
     
ผลึกรวบยอดที่กำลังจะคลอดตามมาคือ “รัฐธรรมนูญฉบับ ฟื้นคืนประเทศไทย ไปสู่รัฐข้าราชการ อนุรักษนิยม ระบอบอภิชนาธิปไตย

ที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ จะเป็นเพียง ผู้คอยก้มหน้าก้มตารับใช้ผู้มีอำนาจทางการเมืองอย่างเซื่องๆ เท่านั้น”

บทความนี้ วิเคราะห์เฉพาะ ข้อที่ 3

3. รุกโจมตี “วัดธรรมกาย” อย่างดุเดือดเมามัน ด้วยข้อกล่าวหาที่ฉกาจฉกรรจ์ว่า  “เป็นปาราชิก อวดอุตริมนุสธรรม” ทั้งที่ผู้กระทำนั่นแหละคือ “พวกปาราชิก พวกอุตริมนุสธรรม”

ขอบอกท่านผู้อ่านก่อนว่า  คนที่อ่านเฟสบุ้กของหมอแหวงนี่  ถ้าพูดในแง่วิชาการแล้วก็ “เชื่องอย่างควาย” ของเราดีๆ นี่แหละ

“ควาย” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า “โง่” หรือ “ปัญญาอ่อน”  แต่หมายถึง “เชื่อคนง่าย”  ใครจูงไปทางไหนก็ไป

ข้อความดังกล่าวนั้น มีประวัติความเป็นมา

ตอนนี้ผมยังเป็นครูใหม่นั้น สอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านม่วง อยู่ประยงค์ ณ บ้านเบิก อ. ท่าวุ้ง จ. ลพบุรี  แถวนั้น มีการขโมยควาย ขโมยวัวอยู่เป็นประจำ

ลุงเภา นักการของโรงเรียนเล่าให้ฟังว่า “ขโมยนั้น ชอบลักควาย เพราะ ถ้าจูงสายตะพายของมันได้ จูงไปไหนมันก็ไป  แต่วัวนั้น  ถ้ามันจะไม่ไป ขนาดเอามีดแทงบั้นท้ายมัน ก็ยังไม่ไป

นั่นคือ ที่ไปที่มาของคำว่า “เชื่องอย่างควาย

ดังนั้น ข้อเขียนของ “วรนุสเหวง” จะโกหกอย่างไร บิดเบือนอย่างไร คนอ่านก็ไม่รู้ความจริง แต่จะเชื่อไปตามข้อเขียนของ “วรนุสเหวง” อย่างเดียว

การโจมตีสมีเควี่ยธัมมชโยครั้งนี้  จริงแล้ว ไม่ใช่การโจมตีอะไรเลย คณะอนุกรรมการปฏิรูปกิจการศาสนา (ชื่อเก่าก่อนจะเปลี่ยนให้ยาวขึ้น)

เขาประชุมกันแล้ว เห็นว่า สมีเควี่ยธัมมชโยน่าจะปาราชิก เขาก็เอาเรื่องมาถามสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

มันเป็นเรื่องเก่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ลากยาวขึ้นศาลมาจนถึงปี 2549 จนกระทั่งอัยการถอนฟ้อง เรื่องก็เงียบไป

สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ นั้นมีชนักปักหลังมา ตอนที่เอาตำแหน่งของสมีเควี่ยธัมมชโยไปคืน รวมถึงคนของมหาเถรสมาคมด้วย

พวกที่มีชนักปักหลังก็เลยออกมาเล่นข่าว เสียจนเละ  โกหกจนไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก  เรื่องมันก็ดังใหญ่

อย่างไรก็ดี ประการสำคัญเลย สมีเควี่ยธัมมชโยมันผิดจริง ผิดมาก่อนที่จะฝ่ายการเมืองเข้าไปช่วย  การที่ “วรนุสเหวง” มาเล่นเรื่องนี้ ซ้ำไปอีก

ฉิบหายแล้ว ไชยบูลย์เอ๋ย  ไปไม่รอดเสียเป็นแน่แท้

เหิมเกริมถึงขั้นนำเอาสากกะเบือ ดอกไม้จัน กางเกงในหญิงที่เปื้อนอาจม รองเท้าแตะไปเป็นสังฆทานให้กับพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่

การกระทำดังกล่าวนั้น เป็นการกระทำของหลวงปู่พุทธอิสระเท่านั้น รัฐบาลหน่วยอื่นๆ เขาไม่ได้เข้าไปอยุ่ด้วยเลย

ฝ่ายรัฐบาลที่กำลังทำงานพัฒนาประเทศ ปฏิรูปประเทศตอนนี้มีอยู่ 5 คณะหลัก  ท่านเรียกว่า “แม่น้ำ 5 สาย”  ดังนี้

1- คสช.
2- รัฐบาล
3- สนช.
4- สปช. มีคณะกรรมการ 18-5 คณะ มีอนุกรรมการอีกเป็นสิบ  คณะอนุกรรมการปฏิรูปศาสนานั้น เป็น 1 ในนั้น  ผมก็อยู่ในคณะอนุกรรมการการเขียนจดหมายเหตุฯ ของ สปช.
5- คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ

จะเห็น ทั้ง คสช. รัฐบาล สนช. และ สปช. ชุดอื่นๆ เขาไม่ได้เข้ามายุ่งด้วยเลย  พวกสำนักงานพระพุทธศาสนากับมหาเถรสมาคม กินปูนร้อนท้อง จนเกิดเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาเท่านั้น

เป็นการพุ่งปลายหอกเพื่อทำลายล้างกลุ่มพระสงฆ์ ที่ถือว่าเป็นฐานกำลังสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายคนเสื้อแดง ฝ่าย นปช.ฝ่ายอดีตนายกฯ ทักษิณ อย่างชัดแจ้ง

นี่แหละ เป็นความฉิบหายของวัดพระธรรมกาย สาวกของสมีเควี่ยธัมมชโยของตามไล่กระทืบ “วรนุสเหวง” แน่ๆ

เรื่องนี้ สมีเควี่ยธัมมชโยกับสาวกพยายามปิดบังมาโดยตลอด  มีคนโจมตีมาตลอด สมีเควี่ยธัมมชโยกับสาวกก็ปฏิเสธเรื่อยมา

“วรนุสเหวง” เสือกมาพูดเองเสียอย่างนี้  สมีเควี่ยธัมมชโยกับสาวกคงอยากจะด่าว่า “ไอ้เหี้ยเหวง” แน่ๆ

คนกำลังหาทางออกอยู่  “วรนุสเหวง” เสือกมาปิดทางออก เพราะ อยากจะด่าฝ่ายตรงข้ามเอามันเท่านั้น






สำนักพระพุทธศาสนาฯ ใหญ่กว่าสมเด็จพระสังฆราช


ตอนนี้ ข่าวของสมีเควี่ยธัมมชโยกินพื้นที่ข่าวธรรมะของสื่อออนไลน์ไปเกือบหมด  ซึ่งเป็นการประจานความเลวของสมีเควี่ยธัมมชโยขึ้นมาเรื่อยๆ

ผมว่า หนนี้ สมีเควี่ยธัมมชโยไปไม่รอดแน่ใน 3 กรณีนี้ คือ

1- ตาย  ไม่มีใครเขาไปฆ่าสมีเควี่ยธัมมชโยให้เป็นที่เสนียดมือ เสนียดเท้าหรอก  เส้นเลือดในสมองแตกตายไปเอง  

ที่แรกคิดว่า จะตายด้วยเบาหวาน  แต่ไม่ทันกินเสียแล้ว  เอาเส้นเลือดในสมองแตกตายดีกว่า ให้มันเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตอยู่สักช่วงเวลาหนึ่ง  ก่อนที่จะไปเข้าเซฟ

2- หนีออกนอกประเทศ  หนนี้การจับสึกคงทำได้ ไม่ใช่จากลิขิตพระสังฆราชก็ได้  คดีเก่า คดีใหม่ยังมีประเด็นให้จับสึกอีกเยอะ

ตอนนี้ สาวกควายๆ ของสมีเควี่ยธัมมชโยก็หลงประเด็นที่แก้ตัวเฉพาะเรื่องเก่า แต่เรื่องใหม่ เช่น รับเงินศุภชัยที่โกงมาจากสหกรณ์ฯ คอลงจั่นนั้น  ถ้าถือว่าเป็นการฟอกเงิน ก็ต้องติดคุก  เมื่อติดคุกก็ต้องจับสึกกันก่อน

3- เมื่อรอดสองกรณีแรกมาได้ ก็ต้องถูกจับสึก  แล้วคดีก็ตามมาเป็นหาง ความชั่ว ความเลวก็จะออกมาอีกมากมาย

ทั้ง 3 กรณีนั้น มีโอกาสเป็นไปได้สูง  คือ เมื่อก่อนมัน 2 พวกคือ พวกรักสมีเควี่ยธัมมชโย กับ พวกเกลียดสมีเควี่ยธัมมชโย ที่ออกมารณรงค์ต่อสู้กัน 

แต่หนนี้ พวก “ไทยเฉย” ทั้งหลาย  ถูกธุดงค์ขอทานทำความรำคาญให้มาก จึงอยู่เฉยไม่ได้ เข้ามาร่วมมือกับพวกเกลียดสมีเควี่ยธัมมชโย 

แล้วรัฐบาล กับ คสช. ก็รู้ดีว่า สมีเควี่ยธัมมชโยสนับสนุนเสื้อแดงกับทักษิณ คราวนี้คงไปไม่รอดแน่ๆ

แน่ไม่แน่  อาจจะมี sniper ส่องกบาลพระให้ดูกันก็ได้ 

ขอบอกก่อนว่า เป็นฝีมือของ “มือที่สาม” นะครับ  เพื่อต้องการปลุกกระแสความบ้าของสาวกสมีเควี่ยธัมมชโย  ไม่ใช่เป็นฝีมือของฝ่ายรัฐบาล

กลับมาเข้าเรื่อง

มีข่าวออกมาดังนี้

สมชาย สุรชาตรี โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) บอกว่า หลังจากตรวจสอบเอกสารตามมติมหาเถรสมาคมเมื่อปี พ.ศ.2542 ตามพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก

พบว่าขณะนั้นอยู่ในความดูแลของกรมการศาสนา ดังนั้นการจะหยิบยกพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชฯ ขึ้นมาอีกครั้ง ต้องเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม

ส่วนประเด็นให้พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายปาราชิกตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯ ระบุชัดเจนว่า

หากพระธัมมชโยไม่คืนทรัพย์สินและที่ดินให้กับวัดพระธรรมกาย ซึ่งถือว่ามีความผิดชัดแจ้ง จึงให้ถือว่าเป็นปาราชิก

แต่เนื่องจากการตรวจสอบพบว่า พระธัมมชโยได้คืนทรัพย์สินและที่ดินกว่า 900 ล้านบาทให้กับวัดพระธรรมกาย

ดังนั้น มติ มส.ในขณะนั้นจึงไม่ได้ให้ปาราชิก และยังสามารถเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายได้ แต่เมื่อมีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ทาง พศ.จะเสนอวาระนี้เข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคมในวันพรุ่งนี้ (20 ก.พ.2558)

โดยอาจมีการเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการ ที่ประกอบด้วยพระผู้ใหญ่ และฆารวาสที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อร่วมกันตีความพระลิขิตอีกครั้ง

ฟังข่าวนี้แล้ว  ผมก็ไม่รู้ว่า จะมีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไว้ทำไม  ยุบไปให้หมดเสียดีกว่า

สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ไม่ได้มีอำนาจเหนือเถรสมาคม และไม่ได้อำนาจเหนือสมเด็จพระสังฆราช  สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ เสนอข่าวแบบนี้ไม่ได้เลย

สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ทำหน้าที่คล้ายๆ กับบริการให้กับพระพุทธศาสนา เท่านั้น ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราชบอกว่า “ปราชิก”  สมีเควี่ยธัมมชโยก็ต้องปราชิก

อีกประเด็นหนึ่งก็คือ สมเด็จพระสังฆราชมีพระลิขิตออกมา 5 ฉบับ ไม่ใช่ฉบับเดียว สมชาย สุรชาตรี พูดราวกับว่า มีพระลิขิตฉบับเดียว

ผมว่า สมชาย สุรชาตรี คงโดนย้ายแน่ๆ บิดเบือนประเด็นออกสื่อถึงอย่างนี้ ไม่รอดแน่ๆ

ในแง่ที่เราเป็นคนเคยบวช กรณีของสมีเควี่ยธัมมชโยมันปราชิกไปตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะ การโกงเงินวัดเป็นร้อยๆ ล้านนั้น  มันปราชิกแล้ว

ถึงเอาเงินมาคืน มันก็ปราชิก

อย่างไรก็ดี  ผมเขียนบทความไปแล้วหลายบทความว่า  คราวนี้ สมีเควี่ยธัมมชโยคงโดนจับสึกแน่ๆ ถึงไม่ใช่คดีโกงเงินวัด  ยังมีคดีอื่นๆ อีกมากมาย เดี๋ยวก็คงมีการขุดคุ้ยขึ้นมา

การศึกษาของอนุกรรมการสภาผู้แทนราษฎรสมัยอดีตนายกฯ เปรม นั่นก็ว่า “มีเมียประมาณ 7 คน”  เอาเงินไปเล่นแชร์ชะม้อย ฯลฯ


อาจจะเป็นไปได้ ไม่ทันจะได้จับสึกเลย  มันสมองแตกตายไปซะก่อนแล้ว  ตอนนี้ก็คงอยู่ไม่เป็นสุขแล้ว  




ไล่เจ้าอาวาสวัดอุทุมพร






มีหัวข้อที่น่าสนใจมาก จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ (1 กุมภาพันธ์ 2558 12:45 น.) ชื่อ “ฮือไล่เจ้าอาวาส “วัดอุทุมพร” ชี้ใช้วัดทำพุทธพาณิชย์-สร้างพระราหู ขัดความเชื่อท้องถิ่น

เนื้อข่าวก็มีสั้นๆ ดังนี้  ภาพข่าวก็นำเสนอไปแล้วด้านบน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (1 ก.พ.) ที่บริเวณหน้าวัดอุทุมพร บ้านท่าเดื่อ ม.12 ต.พิชัย อ.เมืองลำปาง ชาวบ้านกว่า 100 คน ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ พร้อมรถติดตั้งเครื่องเสียง

ได้มารวมตัวกันถือป้ายขับไล่พระอาจารย์ปลัดณัฐนันท์ ฐิตเมโธ เจ้าอาวาสวัดอุทุมพร ให้ออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส และให้ออกจากวัดทันที
      
กลุ่มชาวบ้านที่มารวมตัวกันระบุว่า หลังจาก นายจรูญ ปัญญาชื่น อดีตกำนันตำบลพิชัย อ.เมืองลำปาง ได้นิมนต์พระอาจารย์ปลัดณัฐนันท์ ฐิตเมโธ มาเป็นเจ้าอาวาส ณ วัดแห่งนี้เมื่อ 10 ปี

เจ้าอาวาสก็ได้ดำเนินงานต่างๆ ในวัดทั้งหมดโดยไม่อนุญาตให้คณะกรรมการหมู่บ้านเข้ามาร่วมดูแล หรือตรวจสอบแต่อย่างใด ทั้งยังไม่มีการชี้แจงเรื่องการเงินแม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาส
      
ล่าสุด ได้มีการจัดทำองค์พระราหูขนาดใหญ่ขึ้นภายในวัด ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่ระบุว่า เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากขัดต่อประเพณีดั้งเดิมที่เชื่อกันว่า

หากใครที่มีเคราะห์ก็จะใช้วิธีส่งราหูเพื่อปลดปล่อย แต่ไม่ใช่การบูชาราหู ที่เป็นสิ่งไม่ดี แต่ทางเจ้าอาวาสก็ยังจัดงานหาเงิน และก่อสร้างจนสำเร็จ

นอกจากนี้ ยังใช้วัดในการดำเนินงานด้านพุทธพาณิชย์มากกว่าการทำให้เป็นศูนย์รวมของประชาชน พร้อมกับสร้างความแตกแยกให้แก่คนในหมู่บ้านอีกด้วย
      
ดังนั้น ชาวบ้านจึงต้องการให้เจ้าอาวาสลาออก โดยที่จะไม่ตรวจสอบเส้นทางการเงิน แต่หากไม่ยอมลาออกก็จะขอตรวจสอบการเงิน และทรัพย์สินทั้งหมด

พร้อมกับจะพากันเข้าไปเอาตัวเจ้าอาวาสออกไปจากวัดภายในวันนี้ให้ได้
      
ขณะที่พระอาจารย์ปลัดณัฐนันท์ ได้ปฏิเสธว่า ตนเองไม่ได้ทำอะไรผิด หลังจากที่เข้ามาเป็นเจ้าอาวาสก็ได้จัดงานต่างๆ เพื่อที่จะสร้างให้วัดเป็นที่เชื่อถือ และเป็นที่รู้จักของคนบุคคลทั่วไป

ซึ่งการจัดงานแต่ละครั้งก็ได้เงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แถมในบางครั้งก็ยังต้องใช้หนี้อีกจำนวนมากด้วย
      
ล่าสุด ทางฝ่ายปกครองโดย นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ ปลัดอำเภอเมืองลำปาง พ.ต.อ.นิคม เครือนพรัตน์ ผู้กำกับการ สภ.เมืองลำปาง และตัวแทนทหารจากมณฑลทหารบกที่ 32 จะเข้ามาไกล่เกลี่ย และขอเจรจาร่วมกับทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว

โดยเจ้าอาวาส จะยอมออกจากวัดไปก่อน แต่ชาวบ้านยังคงปักหลักอยู่ในวัด เพื่อรอให้เจ้าอาวาสออกจากวัดให้ได้ในวันนี้โดยที่จะไม่มีการเจรจาใดๆ อีกแล้ว

ข้อวิพากษ์วิจารณ์มีเพียงสั้นๆ แค่นี้คือ

ไล่ข้าราชการสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติออกให้หมด  ยุบเถรสมาคมให้หมด  ขุนนางพระก็ยุบให้หมด 

แล้วเอาชาวบ้านท่าเดื่อ หมู่ที่ 12 ต.พิชัย อ.เมืองลำปาง ไปบริหารงานแทน ศาสนาพุทธจะเจริญกว่านี้