ช้างล้อมกรอบมอเตอร์ไซค์





จากภาพด้านบนและวิดิโอด้านบนนั้น  มีความเป็นมาของข่าว ดังนี้

คนที่บันทึกภาพนี่ ท่านว่าชื่อ “มร. แอนดี้”  บ้านท่านอยู่ที่ปากช่อง โคราช จังหวัดเดียวกับที่ผมอยู่นี่แหละ  มร. แอนดี้บอกว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 17.30 น. ของวันที่ 18 ตุลาคม 2558

ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ มีรถบิ๊กไบค์ มาบิดกวนตีนช้างไปก่อนแล้ว หลายรอบ ด้วยเสียงที่น่ารำคาญมากๆ

เรายังรำคาญ ไม่ต้องพูดถึงช้าง..

ที่ว่าบิ๊กไบค์บิดกวนตีนก่อนหน้านั้น ไม่ใช่คันสองคันนะครับ เป็นขบวนมอเตอร์ท่องเที่ยว ประมาณ 60 คัน

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ฝูงช้างคงจะเริ่มหงุดหงิด หรือเริ่มอารมณ์เสียขึ้นบ้างแล้ว  เปรียบเสมือนจิ๊กโก๋เจ้าของถิ่น อยู่ดีๆ ก็มีจิ๊กโก๋ถิ่นอื่นๆ มาบิดมอเตอร์ไซค์เยาะเย้ย ประมาณนั้น

นอกจากขบวน 60 คันผ่านไปแล้ว ก็ยังมี มีขบวนบิ๊กไบค์ 4 คัน ตามมาอีก

คราวนี้  ฝูงช้างคงฉุนขาด  ศัพท์เห็น “ช้างเท่าหมู”  ไม่รู้จะใช้ได้กับกรณีนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้

เมื่อขบวนหลังผ่านไป แหล่งข่าวท่านว่า ลูกช้างส่งเสียงร้องออกมา อาจจะตกใจหรือยังไงก็ไม่ทราบได้ 

มอเตอร์ไซค์ที่ถึงคราวซวยอย่างที่เห็นในภาพ ค่อยๆ ตามมา  

แม่ช้าง ซึ่งอารมณ์ฉุนเต็มที่ จึงเดินรี่เข้าไปหา  แล้วบรรดาช้างมุง ก็มาร่วมด้วยช่วยกันใหญ่

แหล่งข่าวบรรยายว่า ช้างมุงทั้งหลาย ส่วนใหญ่อารมณ์ดี ไม่โมโห สังเกตได้จากแกว่างหู แกว่งหางอย่างอารมณ์ดี

จะไม่อารมณ์ดีได้อย่างไร  ก็ศัตรูมันนอนหงายเก๋งอยู่ตัวหนึ่ง อีกตัวหนึ่งก็ยกมือไหว้ปะหลกๆ อยู่

ข่าวนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่างคือ

1- ช้างมุงก็มีเหมือนไทยมุง  แสดงว่า การสื่อสารของช้างนั้น ค่อนข้างจะมีประสิทธิภาพ

2- ช้างก็ห้ามกันได้เหมือนคน   และก็ยุได้เหมือนคน  ข่าวช้างป่ากระทืบคน ยกพวกบุกหมู่บ้านคน แทงช้างบ้านก็ได้ยินอยู่บ่อยๆ 

3- คนขี่มอเตอร์ไซค์นั้น  คงรู้จักนิสัยช้างเป็นอย่างดี  ล้มมอเตอร์ไซค์ก่อนเลย แล้วยกมือไหว้ช้าง

4- ช้างน่าจะรู้ว่า “การยกมือไหว้นั้น เป็นการขอโทษแล้ว

ถ้าวิเคราะห์กันในทางวิชาการ

ช้างเขาใหญ่นั้น มีความคุ้นเคยกับมนุษย์เป็นอย่างดี  เพราะ อยู่ร่วมกันมานานแล้ว  ช้างก็คงสังเกตพฤติกรรมของมนุษย์อยู่

ข่าวก่อนหน้านี้  เจ้าหน้าที่ของเขาใหญ่ก็เคยพูดจากับโขลงช้างมาแล้ว  โดยขอให้เข้าป่าไป ข้างก็เข้าป่าไปจริงๆ

ในทางวิชาธรรมกายนั้น  ช้างเป็นช้างเฉพาะกายเนื้อเท่านั้น  ส่วนกายละเอียดเป็นคน

อย่างไรก็ดี ผมไม่เคยศึกษาช้างด้วยวิชาธรรมกายมาก่อน  แต่สันนิษฐานว่า  กายละเอียดของช้างน่าจะมีบทบาทต่อกายเนื้อมากกว่าสัตว์อื่นๆ  จึงทำให้เข้าพฤติกรรมของคน และสื่อสารกับคนได้ดีพอสมควร

จากข่าวนี้  ช้างคงต้องการสั่งสอนคนบ้างว่า “อย่ากวนตีนให้มากนัก” แต่ไปสอนผิดคนเท่านั้น  ไอ้ตัวก่อเหตุ มันบิดไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้

ที่มาของข่าว







คนด่าพระ พระจะฟ้องคน



“หนังอาบัติ” สร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมไทยได้มากพอสมควร  ถ้าเจ้าของหนังตั้งใจโฆษณาด้วยการให้หนังมีปัญหาแบบนี้ ก็แสดงว่า ประสบผลสำเร็จในการโฆษณาเป็นอย่างดี

แต่ยังไม่รู้ว่า หนังจะมีรายได้เป็นกอบ เป็นกำหรือเปล่านะ เพราะ หนังเพิ่งเข้าฉายตอนที่ผมเขียนบทความนี้

พระที่ถูกคนด่า ณ ที่นี้คือ พระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท แห่งวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม  ท่านมีเฟสของท่าน  https://www.facebook.com/Watbenchama

ท่านไม่เห็นด้วยกับการฉายหนังเรื่อง “อาบัติ”  ก็ลองอ่านตามภาพด้านบน 2 ภาพนั้น  ท่านเขียนเนื้อหาของเฟสไว้ดังนี้

ไหนบอกกันว่า "หนังอาบัติ" เป็นหนังที่ช่วยจรรโลงพระศาสนา แต่ทำไมถึงมีเนื้อหาที่เป็นการดูถูกเหยียดหยามและนำความเสื่อมเสียมาสู่ศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายด้วยเล่า

เมื่อคณะกรรมการเซ็นเซอร์พิจารณาแล้วถึงกับต้องสั่งแบนห้ามฉายทั่วราชอาณาจักร ถ้าทางเจ้าของหนังอยากฉายต้องเอากลับไปแก้เนื้อหามาใหม่และต้องตัดบางตอนออกไป

แต่พอแก้เนื้อหามาใหม่ กลับต้องเปลี่ยนชื่อเป็น "อาปัติ" แถมยังได้เรท "18+" ตามมาด้วย ตกลงมันเป็นหนังที่ช่วยจรรโลงพระศาสนาจริงๆหรือ ไหนผู้กำกับหนังหรือเจ้าของหนังลองอธิบายให้ชาวพุทธฟังหน่อยสิ

คำว่าจรรโลงพระศาสนามันเป็นเพียงคำพูดที่สวยหรูของนักธุรกิจอย่างพวกคุณเท่านั้น....แต่จุดประสงค์หลักของหนังเรื่องนี้ คือการจรรโลง (ค้ำชู) "เงิน" ในกระเป๋าของพวกคุณเองต่างหากเล่า

ผมไม่ค่อยเห็นด้วยในความคิดของพระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท แห่งวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม คือ ท่านดูเหมือนจะแก้ต่างให้กับพระมากจนเกินไป

พระเลวๆ ระยำจังไรมันมีจริงๆ  ข่าวก็ออกทุกวัน ท่านยังแก้ตัวบอกว่า “พระเลวๆ นั้นก็คนมาบวช” ทำไม คนดีๆ ไม่มาบวชบ้าง

อ้าวหลวงพี่ อย่างนี้ที่บ้านผมเขาเรียกว่า “หลวงพี่กวนตีน” 

ท่านก็รู้ว่าพระเลวมันมี  ท่านก็ต้องยอมรับ และท่านควรแก้ไขให้พระเลวๆ นั้น เป็นพระดีขึ้นมา หรือถ้าแก้ไขไม่ได้ ก็ควรเอาออกไปจากศาสนา

นี่..ท่านมาแก้ตัวท่าโน้น ท่านี้  ก็เลยมีคนด่าท่านในเฟสดังนี้







ปรากฏว่า ท่านพยายามจะที่ฟ้องคนด่า ด้วยการเรียกร้องบรรดาแฟนเพลง ดังนี้

บุคคลที่ ๓ ช่วยกันกดไลค์ กดแชร์เยอะๆ เพราะประมวลกฎหมายอาญา ต้องมีบุคคลที่ ๓ รับรู้ก่อน ถึงจะดำเนินคดีได้ ตามนี้ ประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 328

ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฎไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษรกระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น

ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

เรื่องที่จะชี้ให้เห็นก็คือ

1- พระควรจะมีเฟสบุ้กแบบนี้หรือไม่ 

จากกรณีนี้ จะเห็นว่า พระไม่ควรเล่นเฟสแบบนี้เลย  เพราะ มันเป็นการลดตัวมาให้คนด่าเอาง่ายๆ  ส่งผลเสียมากกว่าหนังเรื่องอาบัติเสียอีก

พอมีคนด่าเข้า  ท่านก็จะไปฟ้องเขา  อย่างนี้มันไม่น่าจะเป็นพระที่ดีแล้ว...  ท่านกล้าเขียนเฟส ท่านกล้าด่าคนอื่น  ก็ควรเปิดโอกาสให้คนอื่นด่าท่านได้บ้าง

ใจแคบอย่างนี้ ยังจะมีหน้ามาเขียนเฟสอีก

2- ผมไม่เคยด่าพระในลักษณะแบบนี้

ขอให้สังเกตดู ผมจะวิพากษ์วิจารณ์พระที่ทำลายศาสนาในทางวิชาการ กล่าวคือ บิดเบือนคำสอนของศาสนา เพราะไปเชื่อวิทยาศาสตร์บ้าง เพราะหลอกแดกพุทธศาสนิกชนบ้าง ฯลฯ

คำวิพากษ์วิจารณ์ที่คล้ายการด่าของผม ก็เพราะเนื้อหาชี้ไปอย่างนั้น

ต่อไป อย่ามาหาว่าผม “ด่าพระอีกนะ






ทำไมรัฐธรรมนูญ 2558 ไม่ผ่านสภาปฏิรูป



ในบทความ “รัฐธรรมนูญ 2558 ผ่านหรือไม่ผ่าน”  ผมฟันธงไปว่า

1-  สปช. ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แน่นอน  แต่คะแนนจะทิ้งขาดขนาดไหน ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ยืนยันว่า คนที่โหวตไม่ให้ผ่านจะมีน้อยมาก

2- ประชาชนจะลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แน่นอน  แต่คะแนนนั้น ไม่แน่ใจอีกเช่นเดียวกัน 

ปรากฏว่า  “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” ลงมติไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ด้วยคะแนน 135 ต่อ 105 งดออกเสียง 7   รวมเป็น 247 เสียง

เสียงที่หายไป 3 เสียงนั้น เป็นเพราะลาออก 2 คน  คุณทิวา ณ นคร ลาออกเพราะไม่พอใจในการทำงาน คุณสุวิทย์ เมษินทรีย์ ลาออกไปเป็นรัฐมนตรี คุณศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์โดนใบแดง

เสียงที่ไม่ผ่านมาจากสายทหารกับตำรวจ ซึ่งมีการล้อบบี้กันอย่างหนัก หลังจากที่ผมไปประชุมครั้งสุดท้ายคือ วันที่ 1 กันยายน 

วันนั้น เท่าที่สอบถามกันก็คือ  ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน สปช. แน่นอน  แล้วทำไมจึงมีการพลิกโผกันเกิดขึ้น

ทำไม สปช. จึงไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญ 2558  

ก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป  ผมขอบอกว่า  “ผมยังเข้าข้างท่านนายกตู่ นะครับ”  นี่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ตามความคิดอย่างตรงไปตรงมา

คำตอบก็คือ

ฝ่ายรัฐบาลต้องการเวลาเพื่อจัดการประเทศให้เรียบร้อยแบบทหารอีกหน่อยหนึ่ง

เหตุผลสนับสนุนของผมก็เป็นดังนี้

1-  ผมยังขอยืนยันว่า  ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน สปช. ไป แล้วมีการลงประชามติ  ผมยังเห็นว่า “รัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติแน่ๆ

เพราะระหว่าง มาตรา 44 ของรัฐธรรมนู ฉบับชั่วคราว (2557) กับรัฐธรรมนูญ 2558  นักการเมืองกลัวมาตรา 44 มากกว่า

ดังนั้น การมีการเลือกตั้งเร็วขึ้น จะเป็นผลดีต่อนักการเมือง  ถึงแม้ว่า จะลงเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้ ก็สามารถส่งนอร์มินีลงแทน

แล้วค่อยไปแก้รัฐธรรมนูญกันอีกที

ดังนั้น เพื่อความแน่นอนในการทำงาน  สปช. สายทหาร-ตำรวจ จึงลงมติไม่ให้ผ่านเสียแต่ต้น

2- การถอดยศของ พตท. ทักษิณ ชินวัตร

การถอดยศของนายทักษิณ ชินวัตรนี่แปลกมาก   ทำไมท่านนายกรัฐมนตรีจึงมาใช้ มาตรา 44 ในช่วงนี้  เพราะ ก่อนหน้านี้บอกให้ใช้กฎหมายปกติ

นั่นก็แสดงว่า  รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะ “กวาดล้าง” อำนาจเก่าๆ ของคุณทักษิณอย่างแน่นอน 

3- ประชาชนยังเข้าข้างฝ่ายทหาร

ขอให้สังเกตดูว่า  การที่ สปช. ลงมติไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญนั้น  มีเสียงต่อต้านจากประชาชนน้อยมาก

พวกนักการเมืองนั้น เมื่อ “เสือก” ประกาศว่าจะคว่ำรัฐธรรมนูญถ้ามีการลงมติ  ก็ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะ สปช. ก็คว่ำให้เสียเองแล้ว

แล้วมึงจะเอาอะไรอีก...

ประชาชนส่วนใหญ่แล้ว  ยังเห็นดีเห็นงามกับการที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาต่อไป